น้ำยาขัดไฟหน้ารถ Headlight Lens cal:086 858 6831 , 082 844 7979

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561

สาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้า พร้อมวิธีแก้ไข

สาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้า พร้อมวิธีแก้ไข
ฝ้ากระจกรถยนต์ สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะอุณหภูมิของอากาศกับความชื้นภายนอก และภายในต่างกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเห็นได้เมื่อเกิดอากาศหนาวเย็น ฝนตก หรือในตอนเช้าๆ

      หากเกิดฝ้าขึ้นที่กระจกหลังก็คงจะไม่ต้องเป็นห่วงเท่าไรนัก เพราะที่กระจกหลังจะมีตัวไล่ฝ้าติดอยู่ เมื่อต้องใช้งานก็เพียงแค่กดปุ่มไล่ฝ้า เท่านี้ฝ้าที่กระจกหลังก็จะค่อยๆ หายไป

      ส่วนฝ้าที่เกิดกับกระจกบานหน้า และกระจกด้านข้าง ให้สังเกตดูก่อนว่า เกิดฝ้าขึ้นภายใน หรือภายนอกรถ เพราะหากเกิดฝ้าที่ด้านนอก แสดงว่าอุณหภูมิภายในรถเย็นกว่าภายนอก แต่ถ้าเกิดฝ้าภายในห้องโดยสาร แสดงว่าอุณหภูมิภายนอกเย็นกว่าภายในนั่นเอง
ส่วนวิธีกำจัดฝ้าให้หายไปจากกระจกรถของคุณ สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้

1. ปรับอุณหภูมิทั้งภายนอก และภายในให้เท่ากัน โดยการปรับความเย็นของแอร์รถยนต์ เพิ่ม-ลด ให้สมดุล
2. เปิด หรือแง้มกระจกไว้สักพัก เพื่อให้อากาศถ่ายเท และปรับอุณหภูมิให้เท่ากัน
3. ปรับทิศทางลมของช่องแอร์ไม่ให้หันไปโดนกระจก
4. ใช้ผ้าหรือที่ปัดน้ำฝนเช็ด (ใช้ผ้าเช็ด ควรจอดรถก่อน เพื่อความปลอดภัย)

      แม้ว่าฝ้ากระจกรถยนต์จะดูไม่เป็นอันตราย แต่จริงๆ แล้วมันสามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ เพราะมันจะไปบดบังทัศนวิสัยในการขับขี่ จนทำให้เรามองเห็นถนนหนทางไม่ชัดเจน หรือทำให้มองไม่เห็นรถคันอื่นๆ รอบข้าง ฯลฯ



ถึงฝนจะตก แต่ก็ต้องล้างรถ เพราะอะไร

ถึงฝนจะตก แต่ก็ต้องล้างรถ เพราะอะไร?
หลายคนเลือกที่จะไม่ล้างรถในช่วงฤดูฝน เพราะคิดว่าถึงอย่างไรก็เปื้อนอีก จะไปล้างบ่อยๆ ทำไม แต่รู้ไหมว่าหากไม่ล้างรถเลย อาจทำให้สีรถพังได้โดยไม่รู้ตัว
ในความเป็นจริงแล้ว ช่วงหน้าฝนนี่แหละที่ต้องล้างรถบ่อยกว่าปกติ เนื่องจากฝนที่โปรยปรายลงมา จะนำเอาสิ่งสกปรกต่างๆ ลงมาด้วย ยิ่งถ้าเป็นน้ำฝนช่วงตกใหม่ๆ ยิ่งสกปรกเลยทีเดียวครับ เพราะมีทั้งฝุ่นควัน สิ่งสกปรกในอากาศ ฯลฯ จะสังเกตได้ว่าหากวันไหนฝนตกแค่แป๊ปเดียว แต่สภาพรถที่ถูกน้ำฝนเกาะจนแห้งช่างดูไม่จืดเลยครับ

     นอกจากนั้น การขับขี่บนถนนเปียก ยางรถยนต์จะพัดเอาน้ำสกปรกจากพื้นขึ้นมาเกาะบนตัวถังรถ ซึ่งประกอบด้วยเศษดิน, โคลน, คราบน้ำมัน, สารเคมี และอื่นๆ อีกมากมาย หากทิ้งไว้จนแห้ง แล้วขับไปใช้งาน ถูกน้ำกระเซ็นขึ้นมาอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะทำให้คราบติดแน่นกับชั้นสีมากขึ้น ทำให้รถขาดความเงางามในที่สุด จนสุดท้ายต้องพึ่งวิธีขัดสีรถเพื่อให้ตัวถังกลับมาเงางามอีกครั้ง
การจอดรถในหน้าฝนควรนำรถเข้าจอดในที่แห้ง มีหลังคาปกปิด เพื่อไม่ให้น้ำเกาะตัวถังเป็นระยะเวลานาน ซึ่งมีผลทำให้เกิดสนิมในอนาคตได้ โดยเฉพาะรถที่มีร่องรอยเฉี่ยวชนจนชั้นสีเปิดออกจนถึงเหล็กข้างใน ยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดสนิมในชั้นเหล็ก สุดท้ายตัวถังรอบๆ ก็จะเกิดอาการปูด ต้องทำสีใหม่กันยกใหญ่ทีเดียวครับ

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2561

ทำอย่างไรให้สีรถใหม่ไปนาน ๆ

ทำอย่างไรให้สีรถใหม่ไปนาน ๆ

ใคร ๆ ก็อยากรถยนต์ใหม่ของตนเองที่มีสีเงา ๆ ฉ่ำ ๆ คงอยู่แบบนั้นตลอดไป แต่หลายคนก็ละเลยที่จะดูแลรักษาอย่างถูกวิธี เพราะเห็นว่าสีที่สวย ๆ อยู่นั้นไม่น่าจะเลื่อมสภาพลงง่าย ๆ อย่างน้อยก็น่าจะใช้เวลาหลายปีที่จะมีอะไรมาทำให้สีสวยเกิดการเสื่อมสภาพลงไป ความคิดเช่นนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดครับ และไม่ควรละเลยการดูแลสีเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม อายุของสีรถยนต์ก็จะสั้นลงก่อนเวลาอันควรตามไปด้วย ผลที่ตามมานอกจากสีรถของคุณจะดูหม่นหมองลงแล้วยังอาจเกิดเป็นสนิมขึ้นมาได้อีกด้วย


เรามาทำความรู้จักกับประเภทของสีรถยนต์กันก่อนเลยดีกว่า

ประเภทแรกเป็นสีชนิดธรรมดา (Solid) เป็นสีพ่นรถยนต์ธรรมดาที่ไม่มีการเจือปนเกล็ดบรอนซ์ให้เพิ่มความเงางามของเนื้อสี แต่สีชนิดนี้จะมีความเงางามอยู่ในตัวโดยไม่จำเป็นต้องพ่นแล็คเกอร์ใสทับอีกชั้น สีชนิดนี้เมื่อเกิดริ้วรอยขูดขีดจนเกิดความเสียหายจะสามารถซ่อมแซมได้ง่ายโดยร้านทำสีทั่วไปจะนำสีมาเทียบเพื่อผสมสีสำหรับซ่อมเฉพาะจุดได้ สีประเภทนี้จะมีราคาที่ไม่สูงมากนัก

สีพ่นรถยนต์อีกประเภทหนึ่งคือ สีเมทัลลิค (Mettallic) เป็นสีที่ผสมเม็ดบรอนซ์ ซึ่งมีอยู่หลายรูปแบบ เช่น เม็ดยาว เม็ดเหลี่ยม เม็ดกลม สีจะออกแวววาวเหมือนโลหะมากกว่าสีธรรมดา และจำเป็นต้องพ่นแล็คเกอร์ทับอีกชั้นเพื่อเพิ่มความเงาฉ่ำและความคงทนเพิ่มขึ้นมาอีก ข้อเสียของสีเมทัลลิคก็คือเมื่อต้องทำการซ่อมสีจะต้องใช้ผีมือและความปราณีตของช่างเป็นพิเศษ และการผสมสีเพื่อซ่อมจะมีราคาที่สูงกว่าสีธรรมดาอยู่มาก

หลังจากที่ทราบประเภทของสีรถยนต์กันไปแล้วก็มาดูที่วิธีการดูแลรักษาอย่างถูกต้องกันดีกว่า ไม่ว่าสีรถยนต์ประเภทไหน ก็มีวิธีการที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ดังนั้นการที่จะให้สีรถยนต์ของเราคงสภาพความสวยและเงางามไปได้อีกนานก็ควรจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำดังที่จะกล่าวต่อไปนี้

1.ไม่ควรใช้แปรงปัดฝุ่นหรือไม้ขนไก่ในการปัดฝุ่นที่เกาะอยู่บนตัวรถออก เพราะไม้ปัดฝุ่นจะทำให้ละอองฝุ่นเล็ก ๆ หรือเศษทรายที่มีความคมครูดไปบนผิวหน้าของสีรถจนเกิดรอยเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารอยขนแมวนั่นเอง
2.ห้ามใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดรถแทนการล้างด้วยน้ำเด็ดขาด ผ้าเปียกจะเก็บเม็ดทรายเล็ก ๆ ไว้เช่นเดียวกับไม้ปัดฝุ่นและทำลายผิวเคลือบสีรถยนต์อย่างรุนแรงไม่ต่างจากการใช้กระดาษทรายถูรถเลยครับ
3.ควรล้างฝุ่นหรือคราบโคลนออกให้หมดด้วยน้ำสะอาดก่อน และไม่ควรใช้ฟองน้ำในการล้างรถเพราะฟองน้ำจะเป็นตัวเก็บเม็ดทรายอย่างดี แนะนำให้ใช้ผ้านุ่ม ๆ ล้างอย่างเบามือและต้องมีน้ำและฟองหล่อเลี้ยงตลอดเวลาและควรหลีกเลี่ยงการล้างรถจากเครื่องล้างอัตโนมัติควรหาเวลาล้างรถด้วยตัวเองจะดีที่สุด เพราะเราจะมาสามารถทำความสะอาดได้อย่างทั่วถึงทุกจุด
4.หลังจากล้างรถจนสะอาดแล้วควรรีบเช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาดและนุ่ม ถ้าหากมีเครื่องเป่าลมให้ใช้ลมเป่าแรง ๆ ให้น้ำที่เกาะอยู่ออกไปก่อน แล้วเช็ดให้แห้งอีกครั้งด้วยผ้าไม่โครไฟเบอร์หรือชาร์มัวร์ที่มีความสามารถในการดูดซับน้ำได้สูง
5.หมั่นเคลือบสีบ่อย ๆ เท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยปีละ 3-4 ครั้ง หากมีเวลาว่างพอที่จะเคลือบสีเองได้ก็ทำได้บ่อย ๆ ตามความต้องการเลยครับ การเคลือบสีจะช่วยให้เป็นฟิล์มบาง ๆ ป้องกันชั้นสีรถไม่ให้ถูกทำลายเพิ่มขึ้นและรักษาความเงางามไว้ได้อีกนาน